เล่มที่ 20

พระสุตตันตปิฎก

อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

จาก พระไตรปิฎกฉบับหลวง

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

“ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”

หน้าที่ 127

สาริปุตตสูตร
472
ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย บังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่าน พระสารีบุตรว่า ดูกรสารีบุตร เราพึงแสดงธรรมโดยสังเขปก็มี โดยพิสดารก็มี ทั้งโดยสังเขป และพิสดารก็มี แต่บุคคลผู้ที่จะรู้ทั่วถึงธรรมหาได้ยาก ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลว่า ข้าแต่ พระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระสุคต บัดนี้ เป็นการสมควรที่พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงแสดงธรรม โดยสังเขปบ้าง โดยพิสดารบ้าง ทั้งโดยสังเขป ทั้งโดยพิสดารบ้าง จักมีผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้ ภ. ดูกรสารีบุตร เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายควรศึกษาอย่างนี้ว่า ในกายอันมี วิญญาณนี้และในสรรพนิมิตภายนอก จักไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย อนึ่ง อหังการ มมังการ และมานานุสัย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้เข้าเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอยู่ เราจักเข้าเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตินั้นอยู่ ดูกรสารีบุตร เธอทั้งหลายควรศึกษาอย่างนี้แล เพราะภิกษุไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้และในสรรพนิมิตภายนอก กับภิกษุที่เข้าถึงเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ ซึ่งเป็นที่ไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ตัดตัณหา ถอนสังโยชน์ทิ้งกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะการรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยการละมานะโดยชอบ ดูกรสารีบุตร ก็เราหมายเอาข้อนี้ ได้กล่าวไว้ในอุทยปัญหาในปารายนสูตร ดังนี้ว่า เรากล่าวธรรมสำหรับละกามสัญญา และโทมนัสทั้งสองและธรรมเป็น เหตุบรรเทาความง่วง และธรรมเป็นเครื่องห้ามกันความรำคาญ อันมี อุเบกขากับสติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์มีความตรึกประกอบด้วยธรรมแล่น ไปในเบื้องหน้าว่า เป็นธรรมสำหรับทำลายล้างอวิชชา เป็นเครื่องพ้น กิเลสด้วยปัญญาที่รู้ทั่วถึง ฯ