เล่มที่ 25
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
จาก พระไตรปิฎกฉบับหลวง
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ
“ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”
หน้าที่ 299
329
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ ใกล้เมืองอาฬวีก็สมัยนั้นแล พระเถระชื่อนิโครธกัปปะเป็นอุปัชฌายะ ของท่านพระวังคีสะปรินิพพานแล้วไม่นานที่อัคคาฬวเจดีย์ ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า พระ อุปัชฌายะของเราปรินิพพานแล้วหรือหนอแล หรือว่ายังไม่ปรินิพพาน ครั้นเวลาเย็น ท่าน พระวังคีสะออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอประทาน วโรกาส ข้าพระองค์หลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ เกิดความปริวิตกแห่งใจขึ้นอย่างนี้ว่า พระอุปัชฌายะ ของเราปรินิพพานแล้วหรือหนอแล หรือว่ายังไม่ได้ปรินิพพาน ลำดับนั้น ท่านพระวังคีสะ ลุกจากอาสนะ กระทำจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประณมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาค แล้วได้ทูลถาม พระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
330
ข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอทูลถามพระศาสดาผู้มีพระปัญญาไม่ทราม ข้าแต่ พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงเห็นธรรมอันมั่นคงพระองค์ทรงขนานนามแห่ง ภิกษุผู้เป็นพราหมณ์ ผู้ตัดความสงสัย มีชื่อเสียง มียศ ผู้คุ้มครอง ตนได้ มุ่งวิมุติ ปรารภความเพียร กระทำกาละที่อัคคาฬวเจดีย์ ที่ข้าพระองค์ได้ประพฤตินอบน้อมท่านอยู่ว่า นิโครธกัปปะ นิพพานแล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้ศากยะ มีพระจักษุรอบคอบ แม้ข้าพระองค์ ทั้งหมดย่อมปรารถนาเพื่อจะรู้พระสาวกนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายตั้งโสต ไว้ชอบแล้วเพื่อจะฟัง พระองค์เป็นพระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมของข้าพระองค์ ทั้งหลาย ขอทรงโปรดตรัสความสงสัยของข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอ พระองค์ตรัสบอกความข้อนี้แก่ข้าพระองค์เถิด ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญา เสมอด้วยแผ่นดิน มีพระจักษุรอบคอบ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกภิกษุ ผู้เป็นพราหมณ์ผู้ปรินิพพานแล้ว อนึ่ง ขอพระองค์ตรัสในท่ามกลาง ข้าพระองค์ทั้งหลาย เหมือนอย่างท้าวสหัสสเนตร พระนามว่าสักกะ ย่อมตรัสในท่ามกลางแห่งเทวดาทั้งหลาย ฉะนั้น กิเลสเครื่องร้อยรัด เหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ เป็นทางแห่งโมหะ เป็นฝักฝ่ายแห่งความไม่ รู้เป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย กิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่านั้น มาถึงพระตถาคต ผู้มีจักษุผู้ยิ่งกว่านระทั้งหลายแล้วย่อมไม่มี ก็ถ้าว่า พระผู้มีพระภาค ผู้เป็นบุรุษจะไม่พึงกำจัดเหล่ากิเลสเสียโดยส่วนเดียว เหมือนลมไม่พึง กำจัดเมฆไซร้ สัตว์โลกทั้งหมดถูกความไม่รู้ปกคลุมแล้ว พึงเป็น โลกมืด เหมือนโลกที่ถูกเมฆปกคลุมแล้วเป็นโลกมืด ฉะนั้น นรชน ทั้งหลายแม้มีความรุ่งเรือง จะไม่พึงเดือดร้อน ส่วนนักปราชญ์ ทั้งหลาย เป็นผู้กระทำความรุ่งเรือง ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนักปราชญ์ เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ย่อมสำคัญพระองค์ว่าเป็นนักปราชญ์ และว่า ผู้กระทำความรุ่งเรือง เหมือนอย่างนั้นนั่นแล ข้าพระองค์ทั้งหลาย ทราบอยู่ ซึ่งพระผู้มีพระภาคผู้เห็นแจ่มแจ้ง จึงเข้ามาเฝ้า ขอพระองค์ โปรดตรัสบอกทรงกระทำให้แจ่มแจ้งซึ่งภิกษุชื่อนิโครธกัปปะ แก่ข้า พระองค์ทั้งหลายในบริษัทเถิด พระองค์ผู้มีพระดำรัสไพเราะ ขอจงตรัส ถ้อยคำอันไพเราะเถิด ขอพระองค์จงค่อยเปล่งด้วยพระสุรเสียงอัน พระองค์ทรงกำหนดดีแล้ว เหมือนหมู่หงส์ยกคอขึ้นแล้ว ค่อยๆ เปล่งเสียงอันไพเราะ ฉะนั้นข้าพระองค์ทั้งหมดเป็นผู้ปฏิบัติตรง จะ คอยฟังพระดำรัสอันไพเราะของพระองค์ ข้าพระองค์ขอทูลวิงวอนให้ พระองค์ผู้ละชาติและมรณะได้แล้ว ทรงกำจัดบาปไม่มีส่วนเหลือให้ ทรงแสดงธรรม การกระทำความใคร่หามีแก่ปุถุชนทั้งหลายไม่ ส่วน การกระทำความพิจารณาย่อมมีแก่พระตถาคตทั้งหลายไวยากรณ์อัน สมบูรณ์นี้ เป็นของพระองค์ผู้มีพระปัญญาผุดขึ้นดี ทรงเรียนดีแล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้มีพระปัญญาไม่ทราม อัญชลีมีในภายหลังนี้ ข้า พระองค์ประฌมดีแล้วพระองค์ทรงทราบอยู่ซึ่งคติของภิกษุชื่อนิโครธ กัปปะ อย่าได้ทรงทำข้าพระองค์ให้หลงเลย ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ผู้มีความเพียรไม่ทราม พระองค์ทรงรู้แจ้งอริยธรรมอันประเสริฐยิ่ง ทรงทราบอยู่ซึ่งไญยธรรมทั้งปวง อย่าได้ทรงทำข้าพระองค์ให้หลงเลย ข้าพระองค์หวังจะได้สดับพระดำรัสของพระองค์อยู่ เหมือนบุรุษผู้ร้อน แล้วเพราะความร้อนในฤดูร้อน หวังจะได้น้ำ ฉะนั้น ขอพระองค์ จงยังสัททายตนะ คือ สุตะให้ตกเถิด ภิกษุชื่อนิโครธกัปปะได้ประพฤติ พรหมจรรย์ ตามความปรารถนา พรหมจรรย์อะไรๆ ของท่านไม่เปล่า นิพพานแล้ว ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุหรือ หรือว่าเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว ยังมีอุปาทานเหลืออยู่ ข้าพระองค์ทั้งหลายจะขอฟังความข้อนั้น ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า ภิกษุชื่อนิโครธกัปปะ ได้ตัดตัณหาในนามรูปนี้ ที่เป็นกระแสแห่งกัณหมาร อันนอนเนื่องแล้วสิ้นกาลนาน เธอได้ข้ามพ้นชาติและมรณะไม่มีส่วน เหลือ ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ พระผู้มีพระภาค ผู้ประเสริฐสุดด้วยอินทรีย์ ๕ เป็นต้น ได้ตรัสอย่างนี้ ฯ ท่านพระวังคีสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์นี้ได้ฟังแล้ว ย่อมเลื่อมใสพระดำรัส ของพระองค์ ได้ยินว่า ข้าพระองค์ได้ทูลถามถึงพรหมจรรย์อันไม่เปล่า พระองค์ผู้เป็นพราหมณ์ไม่ลวงข้าพระองค์ พระสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีปรกติกล่าวอย่างใด กระทำอย่างนั้น ได้ตัดข่ายอันมั่นคงนั้นๆ ของมัจจุราชผู้มีมายาขาดแล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ภิกษุชื่อนิโครธกัปปะ ผู้สมควร ได้เห็นเบื้องต้นแห่งอุปาทานได้ล่วงบ่วงมารที่ข้ามได้แสนยาก แล้วหนอ ฯ