เล่มที่ 30

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส

จาก พระไตรปิฎกฉบับหลวง

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

“ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”

หน้าที่ 89

220
คำว่า ดูกรโธตกะ ... ใครๆ ผู้มีความสงสัยในโลก ความว่า ซึ่งบุคคลผู้มี ความสงสัย มีความเคลือบแคลง มีความระแวง มีความเห็นเป็นสองทาง มีวิจิกิจฉา. คำว่า กญฺจิ ความว่า ใครๆ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ สูทร คฤหัสถ์ บรรพชิต เทวดา หรือมนุษย์. คำว่า โลเก ความว่า ในอบายโลก ฯลฯ ในอายตนโลก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ดูกรโธตกะ ... ใครๆ ผู้มีความสงสัยในโลก.
221
คำว่า ก็แต่ ... เมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ ความว่า อมตนิพพาน ความระงับ สังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกกิเลส ความดับ ความ ออกจากตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด ตรัสว่าเป็นธรรมอันประเสริฐ. คำว่า เสฏฺฐํ ความว่า อันเลิศ คือ ประเสริฐ วิเศษ เป็นประธานอุดม. คำว่า อาชานมาโน ความว่า รู้ทั่ว คือ รู้แจ้ง รู้แจ้งเฉพาะ แทงตลอด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ก็แต่ ... รู้ทั่วธรรมอันประเสริฐ.
222
คำว่า ท่านพึงข้ามโอฆะนี้ด้วยความมารู้อย่างนี้ ความว่า ท่านพึงข้าม คือ พึง ก้าวล่วง พึงเป็นไปล่วง ซึ่งโอฆะคือกาม โอฆะคือภพ โอฆะคือทิฏฐิ โอฆะคืออวิชชา ด้วยความมารู้อย่างนี้. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ท่านพึงข้ามโอฆะนี้ด้วยความมารู้อย่างนี้. เพราะเหตุ นั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า. ดูกรโธตกะ เราไม่อาจปลดเปลื้องใครๆ ที่มีความสงสัย ในโลกได้. ก็แต่ท่านเมื่อมารู้ธรรมอันประเสริฐ พึงข้าม โอฆะนี้ได้ด้วยความมารู้อย่างนี้.
หน้าที่ 89 เล่มที่ 30 | พระสุตตันตปิฎก