เล่มที่ 31
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
จาก พระไตรปิฎกฉบับหลวง
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ
“ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”
หน้า 101-102
285
มหากรุณาสมาปัตติญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ฯ พระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นอยู่ด้วยอาการเป็นอันมาก จึง ทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ คือพระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงเห็นอยู่ว่า โลก สันนิวาสอันไฟติดโชนแล้ว จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรง เห็นอยู่ว่า โลกสันนิวาสยกพลแล้ว ... โลกสันนิวาสเคลื่อนพลแล้ว ... โลกสันนิวาสเดินทางผิดแล้ว ... โลกอันชรานำเข้าไป มิได้ยั่งยืน ... โลกไม่มีที่ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่ ... โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป ... โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่มเป็นทาสแห่งตัณหา ... โลกสันนิวาส ไม่มีที่ต้านทาน ... โลกสันนิวาสไม่มีที่เร้น ...โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง ... โลกสันนิวาสไม่เป็นที่ พึ่งของใคร ... โลกสันนิวาสฟุ้งซ่าน ไม่สงบ ... โลกสันนิวาสมีลูกศร ถูกลูกศรเป็นจำนวนมาก เสียบแทงแล้วใครอื่นนอกจากเราผู้จะถอนลูกศรทั้งหลายของโลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลก สันนิวาสมีความมืดตื้อคืออวิชชาปิดกั้นไว้ ถูกใส่เข้าไปยังกรงกิเลส ใครอื่นนอกจาก เราซึ่งจะแสดง ธรรมเป็นแสงสว่างแก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสตกอยู่ในอำนาจอวิชชา เป็นผู้มืด อันอวิชชาหุ้มห่อไว้ ยุ่งดังเส้นด้าย พันกันเป็นกลุ่มก้อน นุงนังดังหญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย ไม่ ล่วงพ้นสงสาร คือ อบายทุคติและวินิบาต ... โลกสันนิวาสถูกอวิชชามีโทษเป็นพิษแทงติดอยู่แล้ว มีกิเลสเป็นโทษ ... โลกสันนิวาสรกชัฏด้วยราคะโทสะและโมหะ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยสาง รกชัฏให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสถูกกองตัณหาสวมไว้ ... โลกสันนิวาสถูกข่าย ตัณหาครอบไว้ ... โลกสันนิวาสถูกกระแสตัณหาพัดไป ... โลกสันนิวาสถูกตัณหาเป็นเครื่องคล้อง ไว้ ... โลกสันนิวาสซ่านไปเพราะตัณหานุสัย ... โลกสันนิวาสเดือดร้อนด้วยความเดือดร้อน เพราะตัณหา ...โลกสันนิวาสเร่าร้อนด้วยความเร่าร้อนเพราะตัณหา ... โลกสันนิวาสถูกกองทิฐิ สวมไว้ ... โลกสันนิวาสถูกข่ายทิฐิครอบไว้ ... โลกสันนิวาสถูกกระแสทิฐิพัดไป... โลกสันนิวาส ถูกทิฐิเป็นเครื่องคล้อง คล้องไว้ ... โลกสันนิวาสซ่านไปเพราะทิฏฐานุสัย ... โลกสันนิวาสเดือด ร้อนด้วยความเดือดร้อนเพราะทิฏฐิ ... โลกสันนิวาสเร่าร้อนด้วยความเร่าร้อนเพราะทิฏฐิ ... โลก สันนิวาสไปตามชาติ ...โลกสันนิวาสซมซานไปเพราะชรา ... โลกสันนิวาสถูกพยาธิครอบงำ ...โลก สันนิวาสถูกมรณะห้ำหั่น ... โลกสันนิวาสตกอยู่ในกองทุกข์ ... โลกสันนิวาสถูกตัณหาซัดไป โลกสันนิวาสถูกกำแพงคือชราแวดล้อมไว้ ... โลกสันนิวาสถูกบ่วงมัจจุคล้องไว้ ... โลกสันนิวาสถูก ผูกไว้ด้วยเครื่องผูกเป็นอันมาก คือเครื่องผูกคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฐิ กิเลส ทุจริต ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยแก้เครื่องผูกให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสเดินไป ตามทางแคบมาก ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยชี้ทางสว่างให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลก สันนิวาสถูกความกังวลเป็นอันมากพัวพันไว้ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยตัดความกังวลให้แก่โลก สันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ...โลกสันนิวาสตกลงไปในเหวใหญ่ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยฉุดโลก สันนิวาสนั้นให้ขึ้นพ้นจากเหว เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสเดินทางกันดารมาก ใครอื่นนอกจากเราผู้ จะช่วยให้โลกสันนิวาสนั้นข้ามพ้นทางกันดารได้ เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสเดินทางไปในสังสารวัฏ ใหญ่ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยให้โลกสันนิวาสนั้นพ้นจากสังสารวัฏได้ เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาส กลิ้งเกลือกอยู่ในหล่มใหญ่ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยฉุดโลกสันนิวาสนั้น ให้พ้นจากหล่มได้ เป็น ไม่มี ...โลกสันนิวาสร้อนอยู่บนเครื่องร้อนเป็นอันมากถูกไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสครอบงำไว้ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะ ช่วยดับไฟเหล่านั้นให้แก่โลกสันนิวาสนั้นได้เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสทุรนทุราย เดือดร้อนเป็นนิตย์ ไม่มีอะไรต้านทานต้องรับอาชญา ต้องทำตามอาชญา ... โลกสันนิวาสถูกผูกด้วยเครื่องผูกในวัฏฏะ ปรากฏอยู่ที่ตะแลงแกง ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยโลกสันนิวาสนั้นให้หลุดพ้นได้เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง ควรได้รับความกรุณาอย่างยิ่ง ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยต้านทานให้แก่ โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสถูกทุกข์เสียบแทงบีบคั้นมานาน ... โลกสันนิวาสติดใจ กระหายอยู่เป็นนิตย์ ... โลกสันนิวาสเป็นโลกบอด ไม่มีจักษุ ... โลกสันนิวาสมีนัยน์ตาเสื่อมไป ไม่มี ผู้นำ... โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ทางผิด หลงทางแล้ว ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยพาโลกสันนิวาส นั้นมาสู่ทางอริยะ เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ห้วงโมหะใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยฉุด โลกสันนิวาสนั้นให้ขึ้นจากห้วงโมหะ เป็นไม่มี ...โลกสันนิวาสถูกทิฐิ ๒ อย่างกลุ้มรุม ... โลก สันนิวาสปฏิบัติผิดด้วยทุจริต ๓ อย่าง ...โลกสันนิวาสเต็มไปด้วยกิเลสเครื่องประกอบ ถูกกิเลส เครื่องประกอบ ๔ อย่างประกอบไว้ ... โลกสันนิวาสถูกกิเลสเครื่องร้อยกรอง ๔ อย่างร้อยไว้ ... โลกสันนิวาสถือมั่นด้วยอุปาทาน ๔ ... โลกสันนิวาสขึ้นสู่คติ ๕ ... โลกสันนิวาสกำหนัดอยู่ด้วย กามคุณ ๕ ... โลกสันนิวาสถูกนิวรณ์ ๕ ทับไว้ ... โลกสันนิวาสวิวาทกันอยู่ด้วยมูลเหตุวิวาท ๖ อย่าง ... โลกสันนิวาสกำหนัดอยู่ด้วยกองตัณหา ๖ ...โลกสันนิวาสถูกทิฐิ ๖ กลุ้มรุมแล้ว ... โลกสันนิวาส ซ่านไปเพราะอนุสัย ๗ ...โลกสันนิวาสถูกสังโยชน์ ๗ เกี่ยวคล้องไว้ ... โลกสันนิวาสฟูขึ้นเพราะ มานะ ๗... โลกสันนิวาสเวียนอยู่เพราะโลกธรรม ๘ ... โลกสันนิวาสเป็นผู้ดิ่งลงเพราะมิจฉัตตะ ๘ ... โลกสันนิวาสประทุษร้ายกันเพราะบุรุษโทษ ๘ ... โลกสันนิวาสมุ่งร้ายกันเพราะอาฆาตวัตถุ ๙ ... โลก สันนิวาสพองขึ้นเพราะมานะ ๙ อย่าง ...โลกสันนิวาสกำหนัดอยู่เพราะธรรมอันมีตัณหาเป็นมูล ๙ ... โลกสันนิวาสย่อมเศร้าหมองเพราะกิเลสวัตถุ ๑๐ ... โลกสันนิวาสมุ่งร้ายกันเพราะอาฆาตวัตถุ ๑๐ ... โลกสันนิวาสประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ... โลกสันนิวาสถูกสังโยชน์ ๑๐ เกี่ยวคล้องไว้ ... โลกสันนิวาสเป็นผู้ดิ่งลงเพราะมิจฉัตตะ ๑๐ ... โลกสันนิวาสประกอบด้วยมิจฉาทิฐิมีวัตถุ ๑๐ ... โลกสันนิวาสประกอบด้วยสักกายทิฐิมีวัตถุ ๑๐... โลกสันนิวาสต้องเนิ่นช้าเพราะตัณหาเครื่องให้ เนิ่นช้า ๑๐๘ พระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นว่า โลกสันนิวาสถูกทิฐิ ๖๒ กลุ้มรุมจึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปให้หมู่สัตว์ว่า ส่วนเราเป็นผู้ข้ามได้แล้ว แต่สัตว์โลกยังข้าม ไม่ได้ ส่วนเราเป็นผู้พ้นไปแล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่พ้นไป ส่วนเราทรมานได้แล้ว แต่สัตว์โลกยัง ทรมานไม่ได้ ส่วนเราสงบแล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่สงบส่วนเราเป็นผู้เบาใจแล้ว แต่สัตว์โลกยัง ไม่เบาใจ ส่วนเราเป็นผู้ดับรอบแล้วแต่สัตว์โลกยังไม่ดับรอบ ก็เราเป็นผู้ข้ามได้แล้ว จะช่วยให้ สัตว์โลกข้ามได้ด้วยเราเป็นผู้พ้นไปแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกพ้นไปด้วย เราทรมานได้แล้ว จะช่วย ให้สัตว์โลกทรมานได้ด้วย เราเป็นผู้สงบแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกสงบด้วยเราเป็นผู้เบาใจแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกเบาใจด้วย เราเป็นผู้ดับรอบแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกดับรอบด้วย พระผู้มีพระภาค ทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นดังนี้จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ นี้เป็นมหากรุณา สมาปัตติญาณของพระตถาคต ฯ