เล่มที่ 31

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

จาก พระไตรปิฎกฉบับหลวง

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

“ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”

หน้าที่ 143

387
ญาณในความทำสติ ๓๒ เป็นไฉน ฯ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติหายใจออกเป็นผู้มีสติหายใจเข้า เมื่อหาย ใจออกยาวก็รู้ว่า หายใจออกยาว เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ว่า หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่าหายใจเข้าสั้น ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวง หายใจออกย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขาร หายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักรู้แจ้งปีติหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักรู้แจ้งสุขหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้ง สุขหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจ เข้า ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า ระงับจิตสังขารหายใจเข้าย่อม ศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจเข้าย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้ บันเทิงหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจ ออก ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จัก เปลื้องจิตหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักพิจารณา เห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก ย่อมศึกษา ว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้าย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจ ออกย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า ฯ
388
คำว่า อิธ ความว่า ในทิฐินี้ ในความควรนี้ ในความชอบใจนี้ ในเขตนี้ ในธรรมนี้ ในวินัยนี้ ในธรรมวินัยนี้ ในปาพจน์นี้ ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ เพราะ เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ในธรรมวินัยนี้ ฯ คำว่า ภิกฺขุ ความว่า ภิกษุเป็นกัลยาณปุถุชนก็ตาม เป็นพระเสขะก็ตาม เป็นพระ อรหันต์ผู้มีธรรมไม่กำเริบก็ตาม ฯ คำว่า อรญฺญํ ความว่า สถานที่ทุกแห่งนอกเสาเขื่อนไป สถานที่นั้นเป็นป่า ฯ คำว่า รุกฺขมูลํ ความว่า อาสนะของภิกษุซึ่งจัดไว้ที่โคนไม้นั้น คือเตียง ตั่ง ฟูก เสื่อ ท่อนหนัง เครื่องลาดทำด้วยหญ้า เครื่องลาดทำด้วยใบไม้หรือเครื่องลาดทำด้วยฟาง ภิกษุ เดิน ยืน นั่ง หรือนอนที่อาสนะนั้น ฯ คำว่า สุญฺญํ ความว่า เป็นสถานที่ไม่เกลื่อนกล่นด้วยใครๆเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็น บรรพชิตก็ตาม ฯ คำว่า อาคารํ คือ วิหาร โรงมีหลังคาครึ่งหนึ่ง ปราสาทเรือนโล้น ถ้ำ ฯ คำว่า นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา ความว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง คือ กายเป็นกายอันภิกษุนั้นตั้งวางไว้ตรง ฯ ศัพท์ว่า ปริ ในคำว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา มีความกำหนดถือ เอาเป็นอรรถ ศัพท์ว่า มุขํ มีความนำออกเป็นอรรถ ศัพท์ว่า สติ มีความเข้าไปตั้งไว้เป็นอรรถ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตั้งสติไว้เฉพาะหน้า ฯ